กลับหน้าแรก http://www.iqeqdekthai.com http://www.iqeqdekthai.com กรมสุขภาพจิต กรมสุขภาพจิต กรมสุขภาพจิต

กลับหน้าแรก


วิธีพัฒนาความฉลาดของลูกน้อย ทั้งในด้าน อีคิว เอ็มคิว และไอคิว เบื้องต้นสำหรับพ่อแม่ผู้ปกครอง

หนังสือมีส่วนพัฒนาสมองเด็กได้อย่างไร


ถ้าอยากจะเริ่มต้นให้สร้างไอคิวให้กับลูกเล็กๆนั้นหลายคนก็นึกถึงการเล่านิทานหรือการอ่านหนังสือให้เด็กฟัง เพราะมีสิ่งยืนยันอันหนึ่งบ่งบอกว่าไอคิวของเด็กไทยนั้นลดลงเรื่อยๆ นั่นมีสาเหตุส่วนหนึ่งมาจาก เด็กไทยอ่านหนังสือ 7 บรรทัดต่อคนต่อปี (หมอชาวบ้าน ปีที่ 27 ฉบับที่ 315 หน้า 114)

ความฉลาดกับการอ่านเกี่ยวพันกันอย่างไร

หากเซลล์สมองของเด็กเชื่อมต่อกันได้ดีในช่วง 2 ขวบปีแรกเด็กก็จะฉลาด ประสาทสัมผัสทุกส่วนจะช่วยให้เซลล์สมองของเด็ก เชื่อมต่อกันได้ดี ประสาทสัมผัสเหล่านี้คือ การได้ยินเสียง การได้ดูภาพ การได้กลิ่น การได้รู้รส และการกอดรัดสัมผัส


กิจกรรมเล่านิทานอ่านหนังสือให้เด็กฟัง ช่วยกระตุ้นประสาทสัมผัสพร้อมๆกัน เมื่อแม่อุ้มลูกนั่งตัก เด็กก็ได้สัมผัสที่อบอุ่น แม่กางหนังสือที่มีภาพให้ลูกดู อ่านถ้อยคำในหนังสือให้ลูกฟัง เด็กได้เห็นภาพและได้ภาษาจากเสียงแม่ไปพร้อมๆกัน เมื่อเด็กได้ยินคำก็จดจำ เกิดภาษาขึ้นในสมองเด็ก

นอกจากนี้เด็กในขวบปีแรก เมื่อได้สัมผัสที่อบอุ่นของพ่อแม่ รู้ว่าพ่อแม่รัก ก็จะเกิดความรู้สึกไว้ใจคนอื่น (Trust) เกิดอีคิว หากได้ทำกิจกรรมต่างๆต่อเนื่องจากหนังสือ เช่น ศิลปะ ดนตรี กีฬา ธรรมชาติศึกษา เป็นต้น เด็กๆก็ได้รับการพัฒนาอย่างกว้างขวาง

ขวบปีแรกเป็นช่วงเวลาที่สำคัญที่สุดในการเรียนรู้เพื่อพัฒนาสติปัญญาของเด็ก รวมเรื่องการมีความสุข เป็นคนดี ซึ่งก็จะ เจริญงอกงามมาพร้อมๆ กันด้วย

การเรียนรู้ของเด็กในขวบปีแรกจะได้ อีคิว ไอคิว เอ็มคิว ด้วยวิธีเลี้ยงดูที่ง่ายมาก นั่นก็คือได้เรียนรู้จากประสาทสัมผัสทั้ง 5 ทารกแรกคลอดจะชอบการสัมผัสมากที่สุด เมื่อพ่อแม่ได้โอบกอดลูกแรกคลอดทันที จะทำให้เกิดความรู้สึก ผูกพันที่ลึกซึ้งแนบแน่น โดยจะติดตัวลูกไปตลอดชีวิต

มีผลการวิจัยบอกไว้ว่า การสัมผัสระหว่างเนื้อกับเนื้อระหว่างที่แม่กอดลูก หรือให้นมลูก ทำอย่างนี้บ่อยๆ พบว่าเด็กกลุ่ม นี้มีไอคิวสูงกว่าเด็กที่ไม่ได้รับการกอด ซึ่งวิธีนี้เป็นการส่งเสริมไอคิวได้โดยง่ายและไม่ต้องลงทุนอะไรเลย"

“ไอคิว - อีคิว - เอ็มคิว”


ปัจจุบันพูดกันมากในเรื่องของคุณธรรม จริยธรรม วัฒนธรรม ความถูกต้องในสังคม ความมีน้ำใจ เอื้อเฟื้อเผื่อแผ่ ว่าขาดไปจากเด็กสมัยใหม่หรือเปล่า พ่อแม่และครูอาจารย์จึงสมควรทบทวนดูว่า ท่านได้ให้ 3 สิ่งคือ “ไอคิว - อีคิว - เอ็มคิว” กับเด็กในปกครองของท่านครบถ้วนหรือไม่

ไอคิว เป็นเรื่องง่ายที่จะเข้าใจเพราะเป็นเรื่องของความเฉลียวฉลาดทางด้านสติปัญญา ซึ่งมี 2 องค์ประกอบอยู่ด้วยกัน คือ องค์ประกอบทางด้านพันธุกรรม คือ เด็กได้ยีนฉลาดมาจากพ่อแม่มากน้อยเพียงใด และองค์ประกอบที่ 2 คือ สิ่งแวดล้อมและสิ่งที่จะอำนวยประโยชน์ในการเรียนรู้ เด็กที่มีไอคิวสูงจะสามารถเรียนรู้ได้รวดเร็ว รับรู้ รับฟัง รับสอนได้ง่าย และจำได้รวดเร็ว นำไปปฏิบัติได้ถูกต้องและได้ผล การตรวจสอบไอคิวทำได้ตั้งแต่อายุ 7 ขวบขึ้นไป โดยนักจิตวิทยา ไอคิวปกติจะอยู่ระหว่าง 90-110 ไอคิวสูงจะอยู่ระหว่าง 120-130 ไม่ว่าเด็กจะมีไอคิวแตกต่างกันเพียงใด ก็สามารถเพิ่มพูนความรู้ ให้สามารถประกอบอาชีพได้แม้จะใช้ความพยายามในการเรียน การสอนที่แตกต่างกันไป

อีคิว คือความฉลาดทางอารมณ์ ซึ่งเป็นสิ่งที่สำคัญยิ่งในชีวิตคนเรา เพราะอีคิวบ่งบอกถึงวุฒิภาวะทางอารมณ์ สังคม คุณธรรม และนำพาชีวิตให้มีความสุขใจได้ เพราะถึงระดับสติปัญญาดี (ไอคิวดี) เพียงอย่างเดียวคงไม่น่าจะทำให้สังคมสงบสุขได้ จะเห็นได้จากปัญหาความรุนแรงต่าง ๆ ที่เกิดจากบุคคลที่ไอคิวดี เรียนเก่ง แต่อีคิวต่ำทำความเดือดร้อนให้ผู้อื่นมากมาย ดังนั้นการพัฒนาอีคิวจึงเป็นเรื่องที่สำคัญมากและต้องเริ่มพัฒนาตั้งแต่เด็ก ๆ

เอ็มคิว คือ เรื่องของจริยธรรม คุณธรรมโดยเฉพาะ สิ่งเหล่านี้ย่อมต้องได้รับการปลูกฝังเบื้องต้นจากพ่อแม่ ต่อมาก็จะต้องได้รับการปลูกฝังอย่างต่อเนื่องจากทางโรงเรียน ครู อาจารย์ และสังคมโดยรอบ จะเห็นได้ว่าสังคมปัจจุบันเกิดปัญหาขึ้นมากมายหลายประการ เพราะคนเราขาดคุณธรรมและจริยธรรมมากบ้างน้อยบ้างตามส่วน ถ้าถือตามหลักพุทธศาสนา การประพฤติดีทั้งกาย วาจา ใจ ไม่เบียดเบียนผู้อื่น หรือหลักการของศีล 5 เช่น ไม่ลักขโมย ไม่พูดปด หลีกเลี่ยงอบายมุข ไม่นอกใจในคู่สามีภรรยา ก็จัดได้ว่ามีคุณธรรมแล้วระดับหนึ่ง

ทั้งเรื่อง ไอคิว อีคิว และเอ็มคิว เป็นภาระหน้าที่ความรับผิดชอบของพ่อแม่ ผู้ปกครอง


ในเบื้องต้นที่จะช่วยพัฒนาให้กับลูกหรือเด็กในอุปการะของท่าน ตามแนวทาง 11 วิธีดังนี้

1. สอนประสบการณ์ที่ดีให้แก่ลูกอย่างสม่ำเสมอ ตั้งแต่การดำรงชีวิตในกิจวัตรประจำวัน การเล่น การช่วยงานบ้าน ตลอดจนการศึกษาให้ ลูก ๆ รู้สึกต่อทุกอย่างที่เกิดขึ้นในกิจวัตรประจำวันว่าเป็นสิ่งที่ดีมีคุณค่า

2. พ่อ-แม่ ต้องพูดจากันดี ๆ มีปิยวาจาต่อกันและต่อลูก ไม่พูดจาเสียดสี เหน็บแนม กระทบกระทั่ง พูดกันด้วยเหตุผล ด้วยน้ำเสียงและภาษาที่สุภาพ

3. พ่อ-แม่ ผู้ปกครองต้องไม่พึ่งพาสิ่งเสพติดให้ลูกเห็นเป็นแบบอย่าง เช่น ดื่มเหล้า สูบบุหรี่ กัญชา ยาบ้า ฯลฯ เพราะสิ่งเสพติดจะนำพาทำให้ประพฤติผิดแง่มุมอื่น ๆ ได้อีกมาก

4. พ่อ-แม่ ผู้ปกครองต้องเป็นคนขยัน มีความเพียรพยายามในการปฏิบัติเรื่องต่าง ๆ ให้ลูกเห็นเป็นแบบอย่าง เช่น การทำงาน การศึกษา เป็นต้น

5. พ่อ-แม่ ผู้ปกครองต้องแสดงออกและชักชวนให้ลูก ๆ รู้จักช่วยเหลือสังคม มีความเอื้อเฟื้อเผื่อแผ่แก่บุคคลรอบข้างและสังคม และกิจกรรมที่เป็นประโยชน์ต่อสาธารณะให้ลูก ๆ เห็นเป็นแบบอย่าง

6. ความกตัญญูเป็นสิ่งสำคัญที่พ่อ-แม่ ผู้ปกครองต้องแสดงออกให้ลูกเห็น เช่น ดูแล กราบไหว้ผู้มีพระคุณ ปู่ ย่า ตา ยาย ครู อาจารย์ เป็นต้น

7. พ่อ-แม่ ผู้ปกครองต้องหาเวลาเล่นกับลูก ๆ บ้าง เช่น อาจเล่นกีฬาง่าย ๆ ภายในบ้าน หยอกล้อกันบ้าง เพื่อให้เกิดบรรยากาศที่ผ่อนคลายและสนุกสนานร่าเริงบ้าง

8. ฝึกให้ลูกทำอะไรด้วยตัวเอง เช่น ซักถุงเท้า ล้างจาน ช่วยงานบ้านต่าง ๆ ที่ไม่อันตรายและเหมาะสมกับวัยเด็ก

9. อ่านหนังสือ เล่านิทานให้ลูก ๆ ฟังบ้าง เพราะการอ่านหนังสือเล่านิทาน จะช่วยสอนจินตนาการให้เด็กรู้จักคิด และเรียนรู้อะไรบางอย่างจากนิทาน

10. ชมเชยเมื่อลูก ๆ ทำสิ่งที่ดีมีคุณค่า เพราะคำชมเชยจะทำให้เด็ก ๆ รู้สึกภาคภูมิใจซึ่งเป็นภูมิคุ้มกันปัญหาทางสุขภาพจิตได้อย่างหนึ่ง

11. สอนมารยาทในสังคมให้แก่ลูกตั้งแต่เรื่องง่าย ๆ ไปจนเรื่องที่ซับซ้อนยุ่งยากขึ้นเรื่อย ๆ ตามวัยที่เจริญเติบโต เช่น ขอบคุณ ขอโทษ สวัสดี มารยาทในการรับประทานอาหาร มารยาททางสังคมอื่น ๆ.

ที่มาของข้อมูล:หมอชาวบ้าน ปีที่ 27 ฉบับที่ 315 หน้า 114 วารสารสุขภาพจิตแห่งประเทศไทย ปีที่ 9 ฉบับที่ 1, มกราคม 2544, หน้า 10-17

อ้างอิงจาก : http://www.srisangworn.go.th โรงพยาบาลศรีสังวรสุโขทัย

กลับหน้าแรก