กลับหน้าแรก pic pic pic pic pic

ปัจจัยที่มีผลต่อการพัฒนาสมองและการเรียนรู้

รวบรวมและเรียบเรียงโดย นางสาวรัชดาวรรณ์ แดงสุข


1. พันธุกรรม

พันธุกรรม คือ ข้อมูลที่อยู่ในเซลทุก ๆ เซลในร่างกายของเรา ข้อมูลนี้มาจากสายพันธ์ที่เราเรียกว่ากรดนิวคลิแอลิค หรือ ดีเอ็นเอ (DNA) ในแต่ละเซลจะมีข้อมูลที่เป็นโค้ด (Code) ที่ทำให้เกิดการสังเคราะห์โปรตีนชนิดต่าง ๆ ในร่างกาย โปรตีนที่ได้จากการสังเคราะห์จะกลายเป็นส่วนประกอบต่าง ๆ ของร่างกาย ทำให้เซลเนื้อเยื่อต่าง ๆ ของร่างกายมีการทำงาน และมีลักษณะต่าง ๆ กัน

พันธุกรรมเป็นสิ่งที่เราได้รับการถ่ายทอดมาจากพ่อแม่ ไอคิวหรือความฉลาดของลูกจึงได้จากพ่อแม่ส่วนหนึ่ง มีข้อมูลชี้ชัดว่าเด็กผู้ชายที่ฉลาดจะได้รับความฉลาดมาจากแม่ เพราะพบโครโมโซมที่สะท้อนความฉลาดอยู่ในโครโมโซมของแม่ที่ถ่ายทอดไปถึงลูก

2. อาหาร

อาหารนับเป็นสิ่งที่มีความสำคัญ โดยเฉพาะเด็ก ๆ ที่กำลังอยู่ในวัยเจริญเติบโต เพราะอาหารสำหรับเด็กในระหว่างกำลังเจริญเติบโตนั้น มีบทบาทในการกระตุ้นพัฒนาการของสมอง แล้วมีอิทธิพลต่อพฤติกรรม สติปัญญา และความเฉลียวฉลาดของเด็กเป็นอย่างมาก

ผลกระทบที่เกิดกับสมองของเด็กเป็นโรคขาดสารอาหาร คือ เมื่อเด็กวัยกำลังเติบโต สมองกำลังแตกกิ่งก้านสาขา ซึ่งกิ่งก้านที่แตกผื่นออกไปนี้ต้องการสารอาหารพวกโปรตีนเป็นโครงสร้าง หากในช่วงนี้ได้รับสารอาหารไม่เพียงพอกิ่งก้านของสมองก็จะไม่สามารถแตกกิ่งก้านยื่นออกไปได้ สมองก็หยุดการเจริญเติบโตอยู่แค่นั้น จนกลายเป็นเด็กปัญญาอ่อน สมองพิการ

3. สิ่งแวดล้อมกับการพัฒนาสมอง

คอลลิน เบลคมอร์ (Colin Blakemore) นักวิทยาศาสตร์ชาวอังกฤษ ได้ทำการทดลองกับแมว โดยให้แมวที่มีพันธุกรรมเหมือนกันและจัดให้อยู่ในสิ่งแวดล้อมที่ต่างกัน พบว่า ในสมองของแมวที่เลี้ยงในสิ่งแวดล้อมต่างกันจะมีเซลประสาทที่ตอบสนองต่อสิ่งแวดล้อมนั้นต่างกัน ตามที่ได้รับ ซึ่งการทดลองของเบลคมอร์ แสดงให้เห็นว่าสิ่งแวดล้อมนั้นมีผลต่อการพัฒนาของสมองและการเจริญเติบโตของเด็ก ทันทีที่เด็กเกิดและมองเห็นได้ ภาพที่เห็นจะกระตุ้นให้เด็กเกิดการเรียนรู้รับรู้และตอบสนอง แล้วกำหนดพฤติกรรมออกไป และหากไม่มีภาพเหล่านั้นเลย เด็กก็จะไม่เกิดการกระตุ้นและไม่เกิดการเรียนรู้

มีรายงานการวิจัยหลายชิ้น พบว่า ไอคิวมาจาก 2 ส่วน คือ ส่วนที่ 1 เรื่องของพันธุกรรมซึ่งมีผลต่อไอคิว หรือศักยภาพสมองเพียงประมาณร้อยละ 50 อีกร้อยละ 50 มาจากสิ่งแวดล้อม สิ่งแวดล้อมในที่นี้ หมายถึงสิ่งแวดล้อมที่ใกล้ตัวเด็กที่สุด นั่นคือเริ่มตั้งแต่ที่บ้าน ตั้งแต่มนุษย์ที่อยู่รอบข้างเด็กก่อนที่เด็กจะเข้าโรงเรียนคือพ่อแม่ คนเลี้ยง ปู่ย่า ตายาย แล้วหลังจากนั้นก็เป็นระบบโรงเรียน คุณครูก็เป็นสิ่งแวดล้อมอีกอันหนึ่งที่จะมีผลต่อกระบวนการพัฒนาสมองของเด็ก

งานวิจัยจากหลายมหาวิทยาลัยในสหรัฐอเมริกา และกระทรวงศึกษาธิการของสหรัฐอเมริกา ศึกษาในเด็กแรกเกิด โดยแบ่งเด็กออกเป็น 2 กลุ่ม ซึ่งมีสภาพสังคมที่เหมือนกัน คือ สถานะเศรษฐกิจทางสังคมของครอบครัวเหมือนกัน อยู่ในกลุ่มด้อยโอกาส พ่อแม่มีระดับการศึกษาเท่าเทียมกัน รวมทั้งโภชนาการ และการให้ภูมิคุ้มกันโรค กลุ่มหนึ่งปล่อยให้เลี้ยงตามธรรมชาติเท่าที่ครอบครัวมีความรู้ อีกกลุ่มหนึ่งให้ความรู้เรื่องการเลี้ยงดูที่ถูกต้อง สภาพของสิ่งแวดล้อมในการเลี้ยงดูถูกต้อง คือให้ข้อมูลพูดคุยกับเด็ก สอนเด็ก ทุกอย่างตั้งแต่ช่วงแรกเกิด มีศูนย์เด็กเล็กที่มีครูพี่เลี้ยงที่จะให้ข้อมูล การติดตามเด็กกลุ่มนี้โดยวัดไอคิวเมื่อเด็กอายุ 3 ขวบ พบว่าเด็กมีความแตกต่างของไอคิว 17 คะแนน โดยเด็กในกลุ่มที่สิ่งแวดล้อมไม่เอื้อมีไอคิว 87 ส่วนเด็กในกลุ่มที่สิ่งแวดล้อมเอื้อมีไอคิว 90 กว่า - 100 กว่า

จากการติดตามเด็กที่อายุ 5 ขวบ 8 ขวบ และ 12 ขวบ ในวัยเรียนพบว่า เด็กในกลุ่มที่สิ่งแวดล้อมเหมาะสมถูกต้องมีไอคิวสูงกว่า ประสิทธิภาพคะแนนสอบเลขคณิต การอ่านการเขียนทุกวิชาสูงกว่า มีเปอร์เซ็นต์การเข้าเรียนในระดับอุดมศึกษามากกว่า มีปัญหาวัยรุ่นน้อยกว่า จากผลการวิจัยดังกล่าว แสดงให้เห็นว่าสิ่งแวดล้อมมีผลต่อศักยภาพสมองหรือประสิทธิภาพศักยภาพของมนุษย์

ดังนั้นการที่เด็กจะมีศักยภาพทางสมองหรือศักยภาพการคิดมากน้อยเพียงใด ขึ้นอยู่กับพันธุกรรมและสิ่งแวดล้อม พันธุกรรมเราไม่สามารถแก้ไขได้ ส่วนสิ่งแวดล้อม คือสิ่งที่สามารถแก้ไขได้ สิ่งแวดล้อมที่สำคัญคือบ้าน สังคมและโรงเรียน ในบ้านขึ้นอยู่กับการอบรมเลี้ยงดูของพ่อแม่ ซึ่งมีงานวิจัยระบุชัดเจนว่า การอบรมเลี้ยงดูแบบประชาธิปไตยจะช่วยให้เด็กสามารถที่จะคิดตัดสินอะไรได้ดีกว่า ส่วนระบบโรงเรียน คือ การสอนของครู ที่สอนให้เด็กคิดวิเคราะห์เป็น สอนให้เด็กรู้จักคิดกว้าง รู้จักคิดอย่างรอบคอบลึกซึ้ง

เอกสารอ้างอิง. ดร.นัยพินิจ คชภักดี. พัฒนาสมองลูกให้ล้ำเลิศ. พิมพ์ครั้งที่ 15. กรุงเทพฯ: แปลน พริ้นท์ติ้ง จำกัด, 2544.

กลับหน้าแรก