กลับหน้าแรก pic pic pic pic pic

เสริมสร้าง IQ * EQ ให้ลูกวัยเรียน


       IQ มาจากคำว่า Intelligent Quotient โดย Intelligent คือความเฉลียวฉลาด Quotient หมายถึงสัดส่วนในการเปรียบเทียบ เพราะฉะนั้น ไอคิวหมายถึงการเปรียบเทียบความเฉลียวฉลาดของคนนั้นกับคนอื่นๆทั่วไป ซึ่งมีอายุเท่ากับคนนั้นด้วย ปัจจัยที่จะส่งเสริมให้คนมีความเฉลียวฉลาดมีอยู่ 3 ข้อ คือ ชีวภาพ จิตใจ สังคม ปัจจัยทางชีวภาพหรือพันธุกรรมมีผลต่อความฉลาดของคนประมาณ 60 % ที่เหลืออีก 40 % เป็นเรื่องของจิตใจและสังคม เรารู้ว่าไอคิวส่วนใหญ่มาจากพ่อแม่ ลูกจะฉลาดหรือไม่ย่อมได้มาจากพ่อแม่ ได้มาจากพันธุกรรม เริ่มจากการเลือกคู่อย่างฉลาดก็ทำให้มีลูกที่ฉลาดได้ ตอนนี้มีข้อมูลชี้ชัดว่าเด็กผู้ชายที่ฉลาดจะได้รับความฉลาดมาจากแม่ แต่ถ้าเป็นความไม่ฉลาด เราก็ไม่รู้ว่ามาจากใคร เพราะเราพบว่าโครโมโซมที่สะท้อนความฉลาดนั้นอยู่ในโครโมโซมที่มาจากคุณแม่แล้วถ่ายทอดไปถึงลูก เด็กผู้ชายจะได้รับเรื่องนี้ชัดเจนที่สุด

การสร้างแรงจูงใจให้ลูกวัยเรียน

เด็กประถมแตกต่างจากเด็กอนุบาล ต้องการสาระ การวัดผลทั้งจากครูและพ่อแม่ และเด็กต้องวัดผลตนเองด้วย เวลาที่เด็กทำได้เด็กจะภูมิใจแต่ถ้าทำไม่ได้ก็จะรู้สึกแผ่วไป ลูกที่เรียนเก่งก็จะขยันเรียน ทำการบ้านคล่อง ยิ่งทำได้ยิ่งอยากทำ สิ่งสำคัญสำหรับพ่อแม่ คือ พ่อแม่ต้องรู้ทันธรรมชาติของเด็กจึงจะพัฒนาได้ทัน ในวัยอนุบาลเด็กอาจเรียนๆเล่น แต่พอวัยประถมต้องมีวิธีสร้างแรงจูงใจ อย่าไปบังคับ ไม่ได้ผล ต้องให้เด็กมีส่วนร่วมในการวางแผนด้วย การถูกบังคับจะทำให้เด็กเครียดเกินไป แต่ถ้าไม่บังคับ ไม่ได้สร้างให้เกิดแรงจูงใจ เด็กก็ไม่ก้าวไปข้างหน้า แรงจูงใจที่สำคัญที่สุดสำหรับเด็กวัยนี้คือ ความสำเร็จ ถ้าจะสร้างแรงจูงใจ พ่อแม่ต้องเตรียมว่าจะมอบหมายงานอะไรให้ลูก งานเหล่านี้ที่โรงเรียนมีให้อยู่แล้ว เช่น การบ้าน โครงการ ลองมอบงานที่บ้านให้ลูกอีกสัก 1-2 ชิ้น ทีละเล็กทีละน้อย โดยไม่คาดหวังว่าเด็กจะต้องทำได้ แต่เพื่อให้เขาได้ทำ เลือกงานที่เขาพอจะทำได้ และเป็นงานที่เรารู้ว่าเขาทำแล้วจะประสบความสำเร็จแต่เป็นงานที่เขาจะต้องใช้ความพยายามสัก 2-3 ครั้ง การมอบหมายงานพ่อแม่กับเด็กต้องตกลงร่วมกัน เช่น ถูบ้านกี่วัน ตรงไหน ไม่ต้องมีรางวัลให้เพราะจะกลายเป็นสินบน แม้เด็กจะทำได้ไม่ดีนักในช่วงแรกก็ไม่ควรตำหนิ ให้พยายามหาจุดดีที่สามารถชมเด็กได้เพื่อให้เขามีกำลังใจที่จะทำต่อไป

บทบาทที่สำคัญของพ่อแม่เด็กวัยเรียน

1. ส่งเสริมการเจริญเติบโตและพัฒนาการ นั่นคือการดูแลสุขภาพ ส่งเสริมทางอารมณ์ สติปัญญาและสร้างสุขนิสัย คุณพ่อคุณแม่ต้องไวต่อสิ่งที่ลูกรับและเปลี่ยนแปลง โดยเฉพาะในเรื่องสุขภาพ เด็กควรได้รับการตรวจสายตาทุกปี ต้องคอยฟังจากคุณครูด้วย และครูต้องคอยสังเกตว่าลูกศิษย์ทำตายิบๆหรือเปล่า บางรายพบว่าตาบอดสีโดยไม่รู้เลยจนกระทั่ง ป.5 และที่หนักใจอีกเรื่องคือโรคอ้วน เด็กๆอ้วนขึ้นเยอะมาก

2. การเตรียมพร้อมตอนเริ่มเข้าโรงเรียน แม้จะอยู่ในอนุบาลและประถมโรงเรียนเดียวกันก็จำเป็นต้องเตรียมความพร้อม ที่ประเทศอิสราเอล พอลูกอยู่อนุบาล 3 ก่อนขึ้น ป.1 ต้องพาไปทัวร์โรงเรียนประถมด้วย ถ้าอยู่ในโรงเรียนเดียวกันยิ่งได้เปรียบ พาลูกอนุบาลไปรู้จักกับครู ป.1 ให้ครู ป.1 มาเล่านิทานให้เด็กอนุบาลฟังบ้าง เป็นการสร้างสัมพันธภาพ หรือให้เด็กๆลองนั่งโต๊ะเก้าอี้ของเด็ก ป. 1 บ้าง แนะนำสถานที่ เพราะเด็กต้องการการปรับตัว รวมทั้งการเลื่อนชั้นด้วย สร้างให้เกิดเจตคติที่ดี

3. พ่อแม่ควรส่งเสริมการเรียนรู้ให้ลูกด้วย คุณพ่อคุณแม่อาจคิดว่า ลูกอยู่ที่โรงเรียนมากกว่าที่บ้าน แต่หลักสูตรใหม่มีไว้ว่า ถ้าเป็นช่วงชั้นที่ 1 (ป.1-ป.3) เรียนวันละ 4-5 ชั่วโมง แล้วในมัธยมค่อยเรียนวันละ 5-6 ชั่วโมง สิ่งที่น่าสนใจมีอยู่ 7 เรื่อง คือ

3.1 การเลือกแผนการเรียน หมายถึงว่าผู้ปกครองควรมีส่วนร่วมช่วยลูกตัดสินใจเลือก จะมีโปรแกรมที่ตอบสนองต่อการเรียนของเด็กแต่ละคน ซึ่งโรงเรียนจะอธิบายรายละเอียดให้ทราบ

3.2 กิจกรรมส่งเสริมการเรียนรู้ มีความเข้าใจผิดที่ผู้ปกครองบอกว่าขอให้เป็นหน้าที่ของครู ในความเป็นจริงลูกอยู่ที่โรงเรียนวันละ 4-5 ชั่วโมง แต่อีก 19-20 ชั่วโมง ลูกอยู่กับครอบครัว ดังนั้นการส่งเสริมการเรียนรู้ต้องทำที่บ้านด้วยมีวิธีง่ายๆคือ การเข้าครัวกับลูกก็ถือเป็นการเรียนด้วย ยิ่งถ้าลูกไม่กินผัก ถ้าได้ลงมือล้างเอง วันนั้นลูกจะกินเด็กได้เรียนรู้วิทยาศาสตร์ การเปลี่ยนแปลงอาหารดิบเป็นอาหารสุก เรื่องความร้อน เรื่องสุขภาพอนามัย การจัดกิจกรรมแบบนี้คุณพ่อคุณแม่สามารถเป็นต้นแบบในการถ่ายทอดให้ลูกๆได้

3.3 เรียนร่วมกับลูก ฟังดูแล้วพ่อแม่อาจกลัวไปว่าตัวเองต้องเข้าห้องสมุด ค้นคว้ามาให้ลูก แต่ความจริงแล้วก็เหมือนบทบาทของครูคือต้องเรียนร่วมไปกับลูก ทบทวนบทเรียน ผู้ปกครองท่านหนึ่งรู้ข้อจำกัดของหลานที่เป็นออทิสติกจึงย่อยบทเรียน ช่วยเหลือทางโรงเรียนด้วยการสอนก่อนที่จะเข้าไปยังห้องเรียน และพาไปดูของจริงที่อยู่ในบทเรียน อีกตัวอย่างหนึ่งคุณแม่ให้ลูกดูข่าวในพระราชสำนักเพื่อส่งเสริมการเรียนรู้เรื่องคำราชาศัพท์และสังคมศึกษา เป็นต้น

3.4 การเตรียมสอบ รูปแบบการสอบจะมีหลากหลาย เช่น ทดสอบด้วยภาพ ด้วยวาจา ด้วยข้อสอบปรนัย อัตนัย ผู้ปกครองจะช่วยเด็กเตรียมสอบได้ต้องเริ่มตั้งแต่การมีทัศนคติที่ดีต่อการสอบ

3.5 เรื่องการบ้าน การให้การบ้านของครูมีจุดมุ่งหมายเพื่อทบทวนทักษะเพื่อให้เด็กเกิดความพยายามอย่างต่อเนื่อง แต่ไม่มากเกินไป ตรงนี้จะเป็นพื้นฐานให้เด็กมีความรับผิดชอบ การบ้านจำเป็นต้องมีการวางแผนอย่างรอบคอบทั้งในแง่ปริมาณและคุณภาพ

3.6 การใช้เวลาว่างให้เป็นประโยชน์ จะทำให้เรามองเห็นสิ่งที่เด็กสนใจ อีกทั้งกิจกรรมที่ทำในยามว่างก็จะช่วยให้เด็กได้ฝึกคิดแก้ปัญหาด้วย

3.7 ติดตามความประพฤติและผลการเรียน สิ่งสำคัญคือการติดตามเรื่องยาเสพติดและผลการเรียน

3.8 การมีส่วนร่วมกับการจัดการศึกษากับโรงเรียน พ่อแม่ควรทำความเข้าใจหลักสูตรโรงเรียน อ่านเอกสารที่โรงเรียนส่งไปให้ ติดตามจดหมายเวียนต่างๆ และเข้าร่วมกิจกรรมกับทางโรงเรียน

กลับหน้าแรก