กลับหน้าแรก http://www.iqeqdekthai.com http://www.iqeqdekthai.com กรมสุขภาพจิต กรมสุขภาพจิต กรมสุขภาพจิต

WORKSHOP ที่ 5 เรื่องสร้างสรรค์ชีวิต พัฒนาความคิดให้วัยซน (3-11 ปี)

โดย : อ.สมพร อินทร์แก้ว และ อ.อมรากุล อินโอชานนท์
สำนักพัฒนาสุขภาพจิต กรมสุขภาพจิต

พัฒนาความคิดสร้างสรรค์ให้วัยซน

         ความหมาย ความคิดสร้างสรรค์คือกระบวนการทางสมองที่เกิดจากการนำความสามารถในการคิดหลากหลายรูปแบบมาใช้ในการคิดสร้างสรรค์สิ่งใหม่ ๆ หรือแก้ปัญหาที่มีอยู่ให้ดีขึ้น โดยผลผลิตของความคิดสร้างสรรค์ต้องเป็นเรื่องเชิงบวกที่ทำให้ดีขึ้นหรือนำไปใช้ประโยชน์ได้ การจะสังเกตว่าบุคคลใดมีความคิดสร้างสรรค์หรือไม่ ให้ดูจากผลผลิตของความคิดว่าเป็นสิ่งใหม่และมีประโยชน์หรือไม่ ซึ่งเป็นเรื่องของการคิดเป็น คิดดี และคิดต่อยอด

         ความคิดสร้างสรรค์เป็นปัจจัยหนึ่งที่บ่งบอกถึงคุณภาพของบุคคล เพราะแสดงถึงการคิดเป็น ทำให้ได้ใช้ศักยภาพที่มีอยู่อย่างเต็มที่ การคิดดีเพื่อสร้างสรรค์ประโยชน์และสิ่งดี ๆ ให้เกิดขึ้น และการคิดต่อยอดซึ่งเป็นการคิดที่ไม่หยุดนิ่งหรือย่ำอยู่กับที่

          ความคิดสร้างสรรค์เป็นสิ่งที่มีอยู่ภายในตัวบุคคล ไม่ใช่เรื่องไกลตัวหรือเกินความสามารถที่จะมีได้ แต่เป็นสิ่งที่ซ่อนตัวอยู่ในทักษะการใช้ชีวิตประจำวัน เช่น ความช่างสังเกต การมองโลกในแง่ดี การมีจินตนาการ การหาทางแก้ปัญหาได้หลากหลาย เป็นต้น โดยเฉพาะความอยากรู้และการมีจินตนาการนั้นเป็นต้นทุนที่มีอยู่ในตัวบุคคลแต่ละคนตั้งแต่เด็ก ซึ่งถ้าได้รับการส่งเสริม เด็กก็จะเติบโตเป็นผู้ใหญ่ที่มีความคิดสร้างสรรค์ต่อไป ความคิดสร้างสรรค์ของคนเรามีหลายระดับ เช่น

    1. การใช้จินตนาการเพื่อถ่ายทอดหรือแสดงความคิดความรู้สึก เช่น เด็กที่วาดภาพตามจินตนาการของตัวเอง นักเขียนที่ใช้จินตนาการแต่งนิยาย
    2. การประดิษฐ์และสร้างสรรค์ผลงานทางศิลปะหรือวิทยาศาสตร์ภายใต้กรอบ กฎเกณฑ์หรือสิ่งที่กำหนดให้ เช่น ให้ทำกระเป๋าจากเศษกระดาษ ทำกรงนกจากเถาวัลย์ การคิดเมนูอาหารใหม่ ๆ ฯลฯ
    3. การสร้างสรรค์สิ่งใหม่ ๆ การพัฒนา ปรับปรุงเปลี่ยนแปลงให้เกิดนวตกรรมใหม่ ๆ ที่ต้องอาศัยการคิดอย่างเป็นระบบและมีการทดลอง เช่น คิดเทคโนโลยีเพื่ออำนวยความสะดวกในชีวิตประจำวัน จำพวกเครื่องซักผ้า เครื่องดูดฝุ่น เตาไมโครเวฟ รถยนต์
    4. การสร้างสรรค์หลักการ แนวคิดใหม่ ๆ ที่ส่งผลต่อการพัฒนาและความเจริญก้าวหน้าในด้านต่าง ๆ ต้องใช้ทักษะการคิดที่เป็นระบบและซับซ้อนมากขึ้น เช่น ทฤษฎีและหลักปรัชญาต่าง ๆ การบินและจราจรทางอากาศ ระบบการสื่อสาร การเดินทางไปสู่อวกาศ

          นอกจากนั้น ความคิดสร้างสรรค์ยังมีหลายรูปแบบ เป็นลักษณะการใช้ความคิดเพื่อสร้างสรรค์สิ่งใหม่ ๆ เพื่อแก้ปัญหา เพื่อพัฒนาสิ่งที่มีอยู่แล้วให้ดีขึ้น

สำหรับในเด็กอายุ 3-11 ปี จะมีองค์ประกอบของความคิดสร้างสรรค์ 4 ด้านคือ

  1. ต้นทุนของความคิดสร้างสรรค์ ได้แก่ จินตนาการ ความอยากรู้อยากเห็น
  2. กระบวนการคิด ได้แก่ ความช่างสังเกต ความช่างสงสัย การคิดเชื่อมโยง คิดแยกแยะ คิดเปรียบเทียบ คิดประยุกต์ ดัดแปลง รวมทั้งคิดหาทางออกใหม่ ๆ
  3. อารมณ์ ความรู้สึก คือ มีความต้องการ อยากคิดอยากทำ มีความสุขที่ได้ทำ กล้าลองกล้าทำ มีความมุ่งมั่น และมีความพอใจในสิ่งที่ทำได้สำเร็จ
  4. ผลผลิต คือเกิดผลผลิตที่ได้จากการพยายามแก้ไขปัญหา การปรับปรุงสิ่งที่มีอยู่เดิม และผลผลิตที่ได้จากการสร้างสรรค์สิ่งใหม่ ๆ ขึ้นมา

         พื้นฐานความคิดของเด็กวัย 3-5 ปี มี 4 แบบ ซึ่งถ้าได้รับการส่งเสริม สนับสนุน และกระตุ้นให้เรียนรู้ ก็จะค่อย ๆ พัฒนาไปสู่ความคิดสร้างสรรค์ในที่สุด พื้นฐานความคิด 4 ด้านคือ

    1. เด็กจะคิดว่า “อะไรที่เคลื่อนไหวได้ล้วนมีชีวิต” (Animism) ดังนั้น การ์ตูน ตุ๊กตาต่าง ๆ ที่เด็กจับมาเดินจึงเป็นเสมือนเพื่อนที่มีชีวิตของเขา
    2. เด็กมีความคิดเชิงเวทย์มนต์(Magical thinking) คือมีความคิดจินตนาการแนวแฟนตาซีเหนือจริง
    3. เหตุการณ์สองอย่างที่เกิดขึ้นพร้อมกันมักเกี่ยวข้องเป็นเหตุเป็นผลกัน (Phenominalistic Causality) เป็นพื้นฐานของการคิดเชื่อมโยง
    4. เด็กมักเอาตัวเองเป็นศูนย์กลาง(Egocentric) ตัวเอกของหนังสือการ์ตูนที่เขาชอบก็คือตัวเขานั่นเอง

ความคิดสร้างสรรค์กับพัฒนาการตามวัย

พัฒนาการความคิดสร้างสรรค์ในเด็กทารกและวัยก่อนเรียน (อายุ 0-6 ปี)

  • อายุ 0-2 ปี มีพัฒนาการด้านจินตนาการ อายุ 2 ปี มีความพร้อมที่จะสำรวจสิ่งแวดล้อมรอบตัว
  • อายุ 2-4 ปี ตื่นตัวกับสิ่งแปลกใหม่ ใช้จินตนาการกับการเล่น มีความเป็นตัวของตัวเองสูง แต่ช่วงความสนใจสั้น
  • อายุ 4-6 ปี สนุกกับการวางแผน สนุกกับการเล่น การทำงาน ชอบเล่นสมมติและทดลองเล่นบทบาทต่าง ๆ โดยใช้จินตนาการ มีความสามารถในการเชื่อมโยงสิ่งต่าง ๆ แม้จะเข้าใจในความสัมพันธ์ระหว่างเหตุและผลได้ไม่ดีนัก

พัฒนาการความคิดสร้างสรรค์ในเด็กวัยเรียน (อายุ 6-12 ปี)

  • อายุ 6-8 ปี จินตนาการสร้างสรรค์เปลี่ยนไปสู่ความจริงมากขึ้น ชอบบรรยายถ่ายทอดความคิดออกมาเป็นคำพูด รักการเรียนรู้และต้องการประสบการณ์ที่ท้าทายและสร้างความสนุกสนาน
  • อายุ 8-10 ปี สามารถสร้างสรรค์สิ่งต่าง ๆ โดยใช้ความสามารถเฉพาะตัว มีความสามารถในการเรียบเรียงคำถาม ความอยากรู้อยากเห็นเพิ่มพูนมากขึ้น และพร้อมที่จะเลียนแบบคนที่น่ายกย่องที่สามารถเอาชนะปัญหาอุปสรรคต่าง ๆ ได้
  • อายุ 10-12 ปี ชอบการสำรวจค้นคว้า ชอบการทดลอง มีสมาธิหรือช่วงความสนใจนานขึ้น เด็กผู้หญิงชอบเรียนรู้จากหนังสือและการเล่นสมมติ เด็กผู้ชายชอบเรียนรู้จากประสบการณ์ตรง(เช่น การผจญภัย) ช่วงวัยนี้จะมีพัฒนาการด้านศิลปะและดนตรี(เรียนรู้ศิลปะและดนตรีได้เร็ว) จุดอ่อนคือเป็นช่วงวัยที่ขาดความมั่นใจในผลงานของตนเอง ความคิดสร้างสรรค์ลดลงบางช่วง เพราะเป็นช่วงที่พยายามปรับตัวเข้ากับกลุ่มเพื่อน เลียนแบบเพื่อน ลดความคิดอิสระ และความเป็นตัวของตัวเองลงเพื่อให้ได้รับการยอมรับ และไม่ดูแปลกแยกหรือแตกต่างจากกลุ่ม

แนวทางการพัฒนาความคิดสร้างสรรค์

      ในช่วงวัย 3-11 ปี ปฏิบัติการกระตุ้นต่อมคิดสร้างสรรค์หรือเครื่องมือที่ใช้พัฒนาความคิดสร้างสรรค์ให้กับเด็กได้ดีคือ การใช้การเล่น การใช้ศิลปะ การใช้ดนตรีและการเคลื่อนไหว การพูดคุยซักถามหรือการใช้ทักษะทางภาษานั่นเอง เนื่องจากเป็นวิธีการหรือเครื่องมือที่เหมาะสมกับเด็กวัยนี้ทั้งด้านความสนใจและช่วยเสริมพัฒนาการด้านต่าง ๆ และการจะพัฒนาให้คนมีความเป็นนักวิชาการ มีเหตุมีผลและเป็นศิลปินช่างคิดช่างจินตนาการไปพร้อม ๆ กัน ก็ต้องอาศัยอาหารสมองในรูปของการเล่น การทำกิจกรรมด้านศิลปะ ดนตรี/การเคลื่อนไหว และการพูดคุยซักถาม เพื่อพัฒนาสมองทุกส่วนอย่างเต็มศักยภาพ

การเล่น

      การเล่นเป็นวิธีพัฒนาความคิดสร้างสรรค์ที่สอดคล้องและเหมาะสมกับธรรมชาติ ความสนใจ และกลไกการทำงานของสมองของเด็ก การที่เซลประสาทในสมองจะทำงานเชื่อมประสานกันได้ดี ต้องสร้างบรรยากาศการเรียนรู้ผ่านประสาทสัมผัสทั้ง 5 และเป็นประตูสู่การเรียนรู้ภายนอก งานวิจัยในต่างประเทศพบว่าเด็กมีโอกาสเล่นมากเท่าไร เด็กก็จะได้รับการพัฒนามากขึ้นเท่านั้น โดยเฉพาะในวัย 0-6 ปี ทุกครั้งที่เด็กเล่นไม่ว่าจะเป็นการวิ่ง กระโดด คืบคลาน เล่นดินเล่นทราย หยิบจับสิ่งของ เล่นตุ๊กตา เล่นตั้งเต กระโดดหนังยาง เล่นต่อบล็อก ต่อตัวต่อ ฯลฯ เซลสมองหนึ่งแสนล้านเซลจะเกิดการต่อเชื่อมกันเป็นร่างแห และหากเด็กมีโอกาสเล่นหลากหลายมากยิ่งขึ้นเท่าใด การเชื่อมโยงของเซลสมองก็จะมากขึ้น แข็งแรงขึ้น ทำให้เด็กมีความสามารถในการคิด เกิดการเรียนรู้ที่ดี และการเล่นที่เด็กมีโอกาสใช้ประสาทสัมผัสทั้ง 5 จะทำให้การเชื่อมโยงนี้เพิ่มขึ้น 20-25 เปอร์เซ็นต์ การเล่นของเด็กไม่ใช่ส่งเสริมความฉลาดทางสติปัญญาเท่านั้น แต่ยังหลอมรวมให้เกิดความฉลาดทางอารมณ์ ทางสังคม และความแข็งแรงทางร่างกายอีกด้วย

การจัดกระบวนการเล่นเพื่อส่งเสริมความคิดสร้างสรรค์

  1. จัดมุมสำหรับเล่นให้ลูก หรืออุปกรณ์ที่ไม่ใช้แล้ว เพื่อให้ลูกนำมาดัดแปลงเป็นของเล่นด้วยตนเอง
  2. เล่นกับลูกเมื่อลูกชวน เล่นตามเรื่องที่เขาสร้างขึ้นในโลกสมมติ ปล่อยให้ลูกนำการเล่น
  3. จัดหาของเล่นปลายเปิด เช่น บล็อก ตัวต่อเลโก้ ปั้นดินน้ำมัน ของเล่นที่เป็นธรรมชาติ(ทราย ดิน น้ำ แท่งไม้) เพื่อให้เด็กได้ใช้จินตนาการได้เต็มที่
  4. ให้เด็กคิดค้นวิธีการเล่นด้วยตัวเองแทนที่จะเล่นตามคำแนะนำหรือแบบที่กำหนดไว้ให้ ของเล่นแต่ละอย่างสามารถเล่นได้หลายแบบ
  5. พาเด็กไปสัมผัสธรรมชาติ เช่น เที่ยวสวนสาธารณะ ทะเล น้ำตก ป่า สวนสัตว์ เป็นต้น

ศิลปะ

       ศิลปะหรือการขีดเขี่ย ขีดเขียน วาดภาพจะช่วยให้เกิดการประสานงานกันระหว่างมือและสายตา ได้ใช้ความคิด ได้ระบายอารมณ์และความรู้สึกที่มีต่อสิ่งที่เกิดขึ้นรอบ ๆ ตัว ตามพัฒนาการ เด็กวัย 2-4 ปี จะเป็นวัยของการขีดเขี่ย วาดเส้นคดเคี้ยว ไม่สามารถควบคุมทิศทางของเส้นเหล่านั้นได้ แต่ละขีดอาจหมายถึงภาพพ่อแม่ พี่ น้อง ลุง ป้า ได้ทั้งนั้น การขีดเขี่ยเป็นการเริ่มต้นของการแสดงออกด้านการสร้างสรรค์ของเด็ก เด็กส่วนใหญ่จะเริ่มสนใจและเล่นเครื่องเขียนเมื่ออายุปลาย 2 ขวบหรือ 3 ขวบ แต่ถ้าอยู่ในสิ่งแวดล้อมที่ได้รับการกระตุ้น เด็กอาจเริ่มสนใจเร็วกว่านั้นคือประมาณ 2 ขวบ หลังจากที่ “ขีดเขี่ย” จนกล้ามเนื้อมือทำงานได้ดี เด็กก็จะเริ่มวาดรูปวงกลมได้ เพราะเด็กใช้การวนของนิ้วมือซึ่งเขียนได้ง่ายกว่ารูปร่างอื่น ๆ แต่ก็มีเด็กส่วนหนึ่งที่สามารถวาดรูปสามเหลี่ยมได้ก่อนรูปวงกลม

การจัดกระบวนการเพื่อใช้ศิลปะสำหรับส่งเสริมความคิดสร้างสรรค์

    1. ใช้ศิลปะเป็นเครื่องมือเสริมสติปัญญา เป็นกระบวนการทางความคิดและจินตนาการมากกว่าจะเน้นให้เด็กต้องวาดเก่งหรือวาดให้สวยงาม
    2. จูงใจให้เด็กทำด้วยความสนุกสนาน เพลิดเพลิน ควรเริ่มต้นด้วยการให้เด็กเขียนรูปที่เขาสนใจอยากจะเขียนและถนัด จะช่วยให้เด็กก้าวไปสู่การเขียนอื่น ๆ อย่างมั่นคง ไม่สร้างกรอบว่าเขาต้องวาดภาพแบบนั้นแบบนี้
    3. จัดหาสีที่หลากหลายมาให้ลูก เพื่อเป็นเครื่องมือให้เด็กคิดเลือกใช้สีอย่างอิสระ ไม่ใช่เพื่อให้เด็กรู้จักชื่อสี เพราะการเปลี่ยนสีระหว่างการวาดภาพแต่ละครั้งหมายถึงจำนวนการคิดสร้างสรรค์ที่เกิดขึ้นที่สามารถเห็นได้อย่างเป็นรูปธรรม ยิ่งเด็กเลือกใช้สีมากเท่าใด ก็หมายความว่าเด็กมีพัฒนาการด้านความคิดสร้างสรรค์มากขึ้นเท่านั้น
    4. มีการเปลี่ยนวัสดุที่ใช้เขียนภาพเพื่อให้เด็กคิดแก้ปัญหา เป็นการนำไปสู่กระบวนการแก้ปัญหาการทำงานของเด็ก และการที่เด็กคิดเปลี่ยนที่วาดภาพจากกระดาษเป็นวัสดุอื่น เช่น วาดลงบนลูกโป่งที่แตกแล้ว เศษผ้า ผนังห้อง ถือว่าเกิดเป็นพัฒนาการทางสติปัญญาขึ้น พ่อแม่อาจหากระดาษขนาดใหญ่มาปิดตามฝาผนัง ประตูเพื่อให้เด็กวาด แทนที่จะปล่อยให้เขาวาดตามผนังกำแพงตามใจชอบ เพราะต้องสอนให้เด็กรู้ว่าอะไรควรทำไม่ควรทำ และมีวินัยในการกระทำด้วย
    5. ให้เด็กรู้สึกภาคภูมิใจในผลงานของตนเอง เช่น ให้คำชมเชย นำผลงานของลูกใส่ไว้ในอัลบั้ม หรือใส่กรอบติดไว้ที่ผนัง เวลามีแขกก็ชี้ชวนให้ดู
    6. ปลูกฝังวินัยของการวาดภาพ เด็กควรเรียนรู้ที่จะเก็บรักษาเครื่องมือ สีและกระดาษหลังจากวาดเสร็จแล้ว และรับผิดชอบในเรื่องการทำความสะอาดด้วย

ดนตรีและการเคลื่อนไหว

        เสียงดนตรีจะทำปฏิกิริยากับสมองผ่านประสาทสัมผัสทางหู ระดับคลื่นเสียงสูงต่ำมีผลต่ออารมณ์ ความรู้สึก การรับรู้ทางสมอง และคลื่นเสียงที่มีการจัดระเบียบแล้วจะช่วยพัฒนาสมองให้กับเด็ก ๆ ด้วย ช่วยปรับคลื่นสมองให้กว้างขึ้น ส่งผลให้เด็กรู้สึกสงบและมีสมาธิ การฟังดนตรีจะช่วยสร้างจินตนาการและพัฒนาความคิดสร้างสรรค์อย่างไร้ขอบเขต ส่วนการเคลื่อนไหวร่างกาย จะช่วยพัฒนาสมองทั้งสองซีกให้สัมพันธ์กัน ทำงานถ่ายโยงข้อมูลกันได้อย่างสมดุล กระตุ้นให้เด็กได้พัฒนากล้ามเนื้อ fine motor และ gross motor

การจัดกระบวนการเพื่อใช้ดนตรีและการเคลื่อนไหวสำหรับส่งเสริมความคิดสร้างสรรค์

    1. สร้างเสียงเพลงในบ้าน พ่อแม่จัดสิ่งแวดล้อมให้ลูกรู้สึกสนุกสนานหรือรู้สึกผ่อนคลายไปกับเสียงเพลง
    2. ใช้สิ่งรอบตัวมาทำให้เกิดเสียงได้โดยไม่จำเป็นต้องซื้อหาเครื่องดนตรีราคาแพง เช่น นำขวดแก้วที่บรรจุน้ำไว้ไม่เท่ากันมาเรียงแล้วลองใช้ช้อนเคาะจะได้เสียงต่างกัน หรือช่วยกันแต่งเพลงใหม่ ๆ ขึ้นมาร้องกันภายในครอบครัว
    3. จัดหาเพลงให้สอดคล้องกับความชอบของคนในครอบครัว เช่น ทารกจะชอบเสียงระดับสูงเพราะให้ความรู้สึกที่ดีต่ออารมณ์ เสียงเพลงในระดับต่ำและช้าจะช่วยให้สมองตื่นตัว ทำนองเร็ว ๆ จะก่อให้เกิดความรู้สึกสนุกสนาน ซึ่งอาจนำมาใช้เปิดในตอนเช้า ๆ เพื่อให้เด็ก ๆ รู้สึกตื่นตัว ไม่ง่วงเหงาหาวนอน เป็นต้น
    4. ใช้ดนตรีและการเคลื่อนไหวมาประกอบการเล่น เล่านิทาน หรือท่องบทกลอน
    5. จัดกิจกรรมทางดนตรีโดยให้คนในครอบครัวแสดงกันเองเมื่อมีการรวมญาติ หรือการจัดงานเลี้ยงในเทศกาลต่าง ๆ
    6. พาเด็กไปดูรายการดนตรีดี ๆ บ้าง หรือถ้ามีรายการดี ๆ ทางโทรทัศน์ควรเปิดให้เด็กดู และอธิบายถึงลักษณะดนตรีที่ฟัง
    7. พาเด็กไปเข้าค่ายที่มีการแสดงออกและมีการเล่นกิจกรรมที่หลากหลาย หรือพาไปดูเวลามีการประกวดร้องเพลง ประกวดการแสดงของเด็ก ๆ แต่ไม่เคี่ยวเข็ญ เปรียบเทียบหรือชักจูงให้เด็กต้องทำตาม
    8. ส่งเสริมและชมเชยต่อการแสดงออกทางดนตรีและการออกท่าทางเคลื่อนไหวของเด็ก

การพูดคุยซักถาม

          การพูดคุยจะช่วยพัฒนาทักษะทางภาษาของเด็ก ช่วยขยายการเรียนรู้ให้กับเด็ก เป็นเครื่องมือในการถ่ายทอดความคิด จินตนาการ อารมณ์ความรู้สึก และสร้างสัมพันธภาพกับคนอื่น ๆ เด็กที่ได้พัฒนาทักษะทางภาษาอย่างเหมาะสมจะรู้สึกสนุกกับการเรียนรู้ และสามารถหาคำตอบเพื่อสนองความอยากรู้อยากเห็น

การจัดกระบวนการพูดคุยซักถามเพื่อส่งเสริมความคิดสร้างสรรค์

    1. สร้างเสริมบรรยากาศสนุกพูด พูดคุยกับเด็กเสมอ ๆ
    2. ให้เด็กเป็นส่วนหนึ่งของการสนทนากันภายในครอบครัว ถามความคิดเห็นของเด็ก ๆ
    3. ไม่ล้อเลียนเมื่อเด็กพูดไม่ชัด ทำเสียงแปลก ๆ หรือพูดผิด อย่านำการพูดของเด็กมาเปรียบเทียบกัน เพราะเด็กแต่ละคนมีพัฒนาการทางการพูดแตกต่างกัน
    4. หาวิธีที่จะทำให้เด็กสนุกกับการพูดคุยและการฟัง เช่น ใช้นิทาน การเล่นเกมทายบัตรคำ แต่งเรื่องจากภาพ ชวนเด็กท่องโคลงกลอนสั้น ๆ ที่มีจังหวะคล้องจอง ใช้คำถามให้เด็กคิด อ่านหนังสือเล่มโปรดให้ฟังบ่อย ๆ ลองสลับประโยคขึ้นต้นหรือบางรายละเอียดเพื่อสังเกตพฤติกรรมการฟังของเด็ก
    5. พ่อแม่ควรฟังเด็กพูดให้มาก สบตาเมื่อพูดคุยกับเขา เป็นการแสดงความสนใจและใส่ใจ บางครั้งไม่จำเป็นต้องตอบแต่อาจใช้การถามกลับให้เด็กคิดก็ได้
    6. สร้างบรรยากาศที่ทำให้เด็กรู้สึกเป็นอิสระในการแสดงความคิดเห็น และรู้สึกว่าความคิดของเขาได้รับการยอมรับ และชื่นชมกับความคิดเห็นที่ดี ๆ
    7. ควรเลือกดูรายการทีวีที่ดี และดูร่วมกับเด็ก ในขณะดูควรชวนพูดคุยให้เด็กได้แสดงความคิดเห็นเกี่ยวกับรายการที่ดู
    8. ให้เด็กได้มีโอกาสสื่อสารกับคนอื่น ๆ นอกบ้าน
    9. พาเด็กเข้าห้องสมุดหรือร้านหนังสือ
    10. ฝึกให้เด็กรู้จักสังเกต การสังเกตจะทำให้เกิดคำถาม

มีการศึกษาวิจัยพบว่า เด็กที่ได้รับการส่งเสริมให้มีความคิดสร้างสรรค์จะทำให้

    1. เด็กสามารถแก้ปัญหาได้ดีขึ้น และรับมือกับความยุ่งยากทางอารมณ์และความเครียดได้ดี มีการวิจัยในเด็กชั้นประถมศึกษาปีที่ 1-2 ที่มีจินตนาการสูง พบว่าเด็กกลุ่มนี้มีผลการเรียนดี สามารถเผชิญเหตุการณ์ความเครียดได้ หรือสามารถใช้จินตนาการในกรเยียวยาภาวะอารมณ์ที่ถั่งโถมได้
    2. เด็กมีผลการเรียนดีและมีความสุขในชีวิต
    3. เด็กมีความคิดสร้างสรรค์และมีความฉลาดเมื่อเทียบกับเด็กในวัยเดียวกัน
    4. เด็กที่มีเพื่อนในการเล่นบทบาทสมมติด้วยกัน มีแนวโน้มที่จะมีความคิดสร้างสรรค์ และฉลาดกว่าเพื่อนในระดับเดียวกัน
กลับหน้าแรก