คนทุกคนไม่ว่าเด็กหรือผู้ใหญ่ หรือฉลากแค่ไหนก็ทำสิ่งผิดพลาดได้ทั้งนั้น
ไม่มีใครสมบูรณ์แบบดังนั้น ควรใจเย็นๆ ค่อยๆ สอนลูก บอกเขาให้ชัดเจนว่าสิ่งที่ถูกต้องที่เขาควรทำนั้นคือ
อะไร
หลักการสำคัญในการอบรมสั่งสอนและการแนะนำ
๑. หากจะสอนอะไร พยายามสอนตอนลูกอารมณ์ดี และสอนแบบการพูดคุย
ถามความรู้สึกและเหตุผลของเขา ลูกจะฟังได้มากกว่า
๒. ให้โอกาสลูกได้เรียนรู้ความผิดพลาด หากเห็นว่าลูกทำอะไรไม่ถูกต้องหรือผิดพรากถ้าสิ่งนั้นไม่ใช่ความผิดพลาดรุนแรงที่จะส่งผลเสียหายอะไร
พ่อแม่ไม่ควรเข้าไปขัดขวางการกระทำของลูกทันที เพราะจะเป็นการขัดขวางการเรียนรู้ตามธรรมชาติ
ทำให้เด็กไม่ได้เรียนรู้ในการเผชิญปัญหา และแก้ไขปัญหาต่างๆ ด้วยตัวเอง
เขาจะรู้สึกว่าต้องคอยพึ่งพาพ่อแม่ ยิ่งกว่านั้นการที่พ่อแม่ไมให้เด็กทำอะไรเอง
ก็เท่ากับเป็นการบอกลูกว่าลูกไม่ดีพอ ไม่เก่งพอ และพ่อแม่ไม่เชื่องถือในตัวลูกเด็กจึงรู้สึกว่าตัวเองด้อยค่า
ดังนั้น ควรปล่อยให้เด็กทำอะไรเองบ้างแม้ว่าเขาอาจทำไม่ดี ไม่เรียบร้อย
หรือผิดพลาด แต่เด็กจะได้เรียนรู้ความผิดพลาดนั้น เช่น เมื่อเด็กเล็กหัดทานอาหารเอง
อาบน้ำเอง แต่งตัวเอง ก็ปล่อยให้เขาทำแม้ว่าเจาจะทำไม่เรียบร้อย
โดยพ่อแม่ให้คำแนะนำบ้างว่าเขาจะทำสิ่งต่างๆให้ดีขึ้นอย่างไร และชมเมื่อเขาทำได้ดี
เมื่อเด็กโตหัดทำการฝีมือหรือสิ่งประดิษฐ์ ก็ปล่อยให้เด็กฝึกทำด้วยตนเองให้มากที่สุด
เป็นต้น
๓. อย่างมองข้ามปัญหาที่ดูเหมือนเล็กๆน้อยๆ ควรแก้ไขตั้งแต่ต้น
มิฉะนั้นจะเกิดปัญหาต่อเนื่องเป็นลูกโซ่และกลายเป็นปัญหาใหญ่ในที่สุด
เช่น พ่อแม่ไม่ว่าอะไรที่ลูกแอบหยิบเงินเล็กน้อยในกระเป๋าของพ่อแม่โดยไม่ได้รับอนุญาต
ซึ่งเป็นการบ่มเพาะนิสัยการลักเล็กขโมยน้อย
วิธีการอบรมสั่งสอนและการแนะนำ
๑.เมื่อลูกทำสิ่งที่ดี พ่อแม่ควรให้ความสนใจ
ไม่ว่าการกระทำนั้นจะดูเล็กน้อยหรือไม่สำคัญก็ตาม การมองเห็นสิ่งดีๆที่เด็กทำและแสดงให้เด็กรู้ว่าพ่อแม่พอใจการกระทำของเขา
เป็นการย้ำว่าเขาทำดีได้ และจะส่งผลให้ลูกพยายามทำดีมากขึ้น และทำความผิดน้อยลง
๒. การสอนด้วยเหตุผลในแง่บวกจะได้ผลมากกว่าแง่ลบเช่น
แทนที่จะไปบอกว่า "ลูกชอบทำหน้าบึ้งหน้างออย่างนี้จะไม่มีใครอยากพูดด้วย"
ให้เปลี่ยนเป็นบอกลูกว่า"ถ้าทำหน้าตายิ้มแย้มจะทำให้ใครๆรวมทั้งพ่อแม่อยากพูดคุยด้วย"
การพูดในแง่บวกจะทำให้ลูกไม่ต่อต้าน ทั้งยังให้อยากกระทำตามพ่อแม่มากขึ้น
๓. เมื่อลูกทำอะไรที่ไม่ถูกต้อง ไม่เหมาะสม
พ่อแม่ควรหลีกเลี่ยงการตำหนิเด็กด้วยคำพูดหรือท่าทางเชิงลบ
เช่น "ลูกนี่เป็นเด็กที่แย่ที่สุด" หรือ "ลูกนี่ไม่เข้าท่าเลย"
ให้เปลี่ยนเป็นบอกลูกว่า "แม่ไม่ชอบที่ลูกทิ้งของเกลื่อนกลาด
เวลาเล่นเสร็จแล้วควรเก็บของเข้าที่ให้เรียบร้อย"
๔. อย่าบอกลูกว่าเขาทำอะไรผิดเท่านั้น
แต่บอกให้ชัดเจนด้วยว่าเขาควรจะทำอะไรถึงจะถูก หรือบอกวิธีการปฏิบัติตัว
หากเป็นเรื่องที่ไม่สำคัญควรบอกในเชิงแนะนำ แต่หากเป็นเรื่องสำคัญให้บอกเป็นคำสั่งที่ชัดเจน
๕. เมื่อพ่อแม่ทำผิดพลาดเอง พ่อแม่ต้องยอมรับผิดได้และอธิบายให้ลูกฟังว่าสิ่งที่พ่อแม่ทำไปนั้น
ไม่ถูกต้อง การที่พ่อแม่ยอมรับว่าตนเองมีความบกพร่องบ้างนั้น จะเป็นแบบอย่างให้ลูกรู้จักการยอมรับตนเอง
เมื่อเขาทำผิด เข่าจะซื่อสัตย์ ยอมรับในความผิดพลาดของตนและจะเริ่มต้นแก้ไขตัวเองใหม่
เมื่อพ่อแม่อยากให้ลูกทำอะไรก็ตามต้องจูงใจด้วยการให้การเสริมแรงทางบวกวิธีการให้รางวัลเป็นกลยุทธ์ที่ดีในการเสริมแรงให้ลูกปฏิบัติในทางที่ชอบโดยมีเทคนิคในการให้รางวัลดังต่อไปนี้
๑. ให้รางวัลอะไร รางวัลควรเป็นสิ่งที่เด็กชอบและสนใจ
เด็กวัย ๔-๕ ปี อาจจะชอบของเล่น แต่เด็กวัย ๕-๖ ปี ต้องการคำยกย่องชมเชย
การให้ความสนใจ เด็กเล็กอาจจูงใจด้วยการให้รางวัลเป็นวัตถุสิ่งของก่อน
แต่พอโตขึ้นหน่อย ก็งดรางวัล ที่เป็นวัตถุ และให้รางวัลด้วยการยกย่อง
ชมเชยแทน
๒. ให้รางวัลกรณีใดบ้าง พ่อแม่ควรให้รางวัลลูกใน
๓ กรณี คือ
- เมื่อพ่อแม่พบว่าลูกทำด้วยไม่ดีนัก ซึ่งมักมีสาเหตุจากการขาดแรงเสริม
พ่อแม่ควรกำหนดรางวัล โดยการตกลงกับลูกไว้ล่วงหน้าว่า ถ้าเขาทำอะไร
ตามที่พ่อแม่ต้องการเขาจะได้รับอะไร และเมื่อเขาทำได้พ่อแม่ต้องให้ทันที
เช่น หากเขาทำการบ้านเสร็จเรียบร้อยได้ทุกวัน โดยพ่อแม่ไม่ ต้องเตือนเป็นเวลา
๑ สัปดาห์ พ่อแม่จะพาไปทานข้าวนอกบ้านในวันหยุดเสาร์อาทิตย์ เป็นต้น
- เมื่อเด็กมีการปฏิบัติดีอยู่แล้วแต่พ่อแม่ต้องการให้ปฏิบัติมากขึ้น
บ่อยครั้งขึ้น ก็ตั้งรางวัลให้ปรือหยิบจุดที่เป็นความเพียรพยายามออกมายกย่องย่อมจะเป็นแรงเสริมให้ลูกสร้างนิสัยนั้นอย่างยั่งยืน
เช่น ชมเชยว่า "ลูกน่ารักมากที่รู้จักเก็บของเข้าที่ทุกวัน"
- เมื่อพ่อแม่เห็นชอบและซาบซึ้งในการกระทำใดๆ
ควรยกย่องชมเชยทันที จะเป็นรางวัลทางด้านจิตใจซึ่งมีค่ามากกว่ารางวัลวัตถุมากมาย
๓. พ่อแม่ควรปฏิบัติอย่างไร
- พ่อแม่ควรให้รางวัลชมเชยในพฤติกรรมที่เด่นชัดและเป็นพฤติกรรมที่สังเกตเห็นได้
เช่น การที่ลูกช่วยพ่อแม่ทำงานบ้าน การแบ่งของเล่นให้เพื่อนการแสดงพฤติกรรมทางบวกใดก็ตามที่ตรงข้ามกับพฤติกรรมทางลบที่พ่อแม่ไม่ชอบ
- พ่อแม่ต้องสังเกตการพัฒนาของลูกและให้รางวัลตอบแทนการทำความดีไม่ใช่การติดสินบนแลกเปลี่ยนที่เด็กไม่กระทำความผิด
- การให้รางวัลต้องให้ทันทีที่เด็กแสดงพฤติกรรมที่ชอบ
ไม่ใช่รอไปชมในวันพรุ่งนี้ และต้องให้อย่างสม่ำเสมอแม้จะเป็นสิ่งสิ่งที่ลูกปฏิบัติซ้ำ
- ควรให้บ่อยๆพ่อแม่อย่าประหยัดคำยกย่อง ชมเชยลูกด้วยเกรงว่าลูกจะเหลิง
ที่จริงความดีงามนั้นถ้าเด็กยิ่งรู้สึกว่าพ่อแม่มองเห็น เขาจะยิ่งปฏิบัติบ่อยขึ้น
การลงโทษลูกในพฤติกรรมที่ไม่เหมาะสมเป็นสิ่งจำเป็นที่จะขัดเกลาให้ลูกมีพฤติกรรมดี
แต่การลงโทษนั้นไม่ใช่การดุว่า หรือการเฆี่ยนตี ในขณะที่พ่อแม่มีความโกรธ
ซึ่งจะทำให้พ่อแม่ตีลูกรุนแรงเกินเหตุ พ่อแม่จึงต้องรู้จักควบคุมอารมณ์โกรธ
และใช้เทคนิคในการลงโทษให้ได้ผลดังนี้
๑. ลงโทษในกรณีใด ถ้าทำผิดกฎควรมีการลงโทษที่ยุติธรรมและเหมาะสมกับความผิด
เช่น การรังแกคนอื่นควรถูกลงโทษมากกว่า การไม่ทำการบ้าน เพราะเด็กไม่ยอมทำการบ้านจะได้รับผลกระทบกับตัวเองเท่านั้น
แต่ถ้าไปทำให้คนอื่นเดือดร้อนเขาต้องเรียนรู้การรับผิดชอบคนอื่นด้วย
ดังนั้น พ่อแม่ควรมีกฎชัดเจนว่าอะไรดี และไม่ดีและทำตามกำนั้นอย่างสม่ำเสมอ
เพื่อลูกจะได้ไม่สับสน
๒. ลงโทษลูกด้วยวิธีใด
- การทำโทษควรให้ลูกเข้าใจว่า ลูกถูกลงโทษมิใช่เพราะพ่อแม่ไม่รักลูก
หรือเกลียดลูก แต่อยากให้ลูกเป็นคนดี ดังนั้น เมื่อ จะทำโทษต้องอธิบายเหตุผลเสมอ
หากพ่อแม่ตีลูกโดยไม่มีเหตุผลจะทำให้เด็กเจ็บช้ำน้ำใจมาก
- วิธีการลงโทษใช้วิธีการที่หลากหลาย เช่น การงดขนมการงดดูทีวี
การให้ทำงานบ้านชดเชยความผิด
- ไม่ควรลงโทษทางกายเช่น การเฆี่ยนดี ถ้าไม่จำเป็น
เพราะการลงโทษทางกายรุนแรงจะทำให้เด็กเป็นเด็กขี้ขลาดหรือกลายเป็นเด็กก้าวร้าว
หากจำเป็นต้องตี อย่าดีลูกด้วยมือ ควรดีด้วยไม้เรียวที่ก้นแรงๆเพียง
๑ ครั้ง หลังจากนั้นโอบกอดลูกไว้
- สำหรับเด็กที่อายุเกิน ๑๐ ปี เมื่อทำผิดกฎ ให้ถามเหตุผลว่าทำไม่เขาจึงทำผิด
และให้เขาเลือกว่าเขาควรถูกลงโทษอย่างไร เช่น ยอมให้ตี ให้ทำความสะอาดห้อง
หรืองดดูทีวี เพื่อเด็กจะได้ยอมรับการลงโทษและเท่ากับเด็กเรียนรู้ที่จะยอมรับความผิดด้วยตัวเอง
๓. ลงโทษอย่างไร
- การลงโทษควรทำทันที เมื่อเด็กทำผิด ไม่ควรรอจนลูกลืมแล้วค่อยมาลงโทษ
- เมื่อลูกทำผิดควรเรียนลูกไปคุย สองต่อสอง ไม่ว่าร้ายดุด่าต่อหน้าพี่น้องให้เขาอับอาย
ขณะที่เมื่อลูกทำดี ให้ชมต่อหน้า เพื่อให้เขาเกิดความภาคภูมิใจ
- อย่าขู่บ่อยๆขู่โดยไม่ลงโทษ ลูกจะรู้ว่าพ่อแม่ไม่เอาจริง
และไม่เชื่อฟัง
- ให้ความสำคัญกับการขอโทษ ถ้าเด็ก ถ้าเด็กขอโทษแบบขอไปทีหรือไม่ได้รู้สึกผิดจริงๆ
ก็ไม่ควรยุติการขอโทษลงง่ายๆ ต้องให้เขายอมรับว่ารู้สึกผิดจริงๆ
- ช่วยให้ลูกเรียนรู้ถึงผลลัพธ์จากการกระทำที่ไม่ถูกต้อง
ไม่ใช่ว่าเมื่อทำผิดแล้ว พ่อแม่คอยแก้ตัวให้ หรือคอยช่วยลูกให้พ้นจากการถูกลงโทษอยู่เสมอ
เช่น หากลูกไม่ยอมทำการบ้าน แม้พ่อแม่จะตักเตือนแล้วก็ปล่อยให้ลูกได้รับบทเรียนโดยถูกครูลงโทษ
แทนที่พ่อแม่จะทำการบ้านให้ลูกแทน
สิ่งสำคัญคือ การตำหนิหรือลงโทษสำหรับพฤติกรรมที่ผิดเพียงอย่างเดียวนั้น
ไม่ทำให้เกิดการเปลี่ยนแปลงที่ดีเท่ากับการให้รางวัลสำหรับพฤติกรรมที่ดี
การสังเกตพฤติกรรมที่ดีของลูกและให้คำชมเชยจะทำให้เด็กรู้สึกอยากทำความดีมากขึ้น